การตรวจโลหะหนักในร่างกาย

การตรวจหาโลหะหนักในร่างกาย 

ลดความเสี่ยงและป้องกันการได้รับสารพิษจากโลหะหนักที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ​ปัญหามลภาวะมลพิษในอากาศทั้งฝุ่นและเขม่าควันในปัจจุบัน ตลอดจนการปนเปื้อนของสารพิษในอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ของเล่นเด็ก และของใช้ต่างๆภายในบ้าน ล้วนแต่มีโอกาสทำให้ร่างกายได้รับสารโลหะหนักจากวัตถุดิบหรือกระบวนการผลิต ตลอดจนภาชนะบรรจุ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ นอกจากนี้ผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีการใช้สารเคมีหรือวัตถุดิบที่ประกอบด้วยโลหะหนัก โดยเฉพาะ โรงงานอุตสาหกรรม เช่นโรงงานผลิตแบตเตอรี่ โรงงานผลิตสี โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โรงงานถลุงแร่ และโรงกลั่นน้ำมัน ล้วนเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงในการได้รับพิษจากโลหะหนักในปริมาณสูงเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งพนักงานที่ทำงานเหล่านี้ จำเป็นต้องได้รับการตรวจวัดระดับโลหะหนักในร่างกายเป็นประจำเพื่อประเมินความเสี่ยงจากการสัมผัสและวางแผนการดูแลสุขภาพ สำหรับสารโลหะหนัก หมายถึงโลหะที่เป็นพิษ โดยชนิดของโลหะหนักที่พบได้บ่อยในร่างกาย ได้แก่ ตะกั่ว (Pb), ปรอท (Hg), แคดเมียม (Cd), แมงกานีส (Mn), โครเมียม (Cr), โคบอลต์ (Co), นิกเกิล (Ni), สารหนู (As) และอลูมิเนียม (Al) การที่มีโลหะหนักในร่างกายจะส่งผลให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับพิษจากโลหะชนิดนั้นๆ ทั้งพิษแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย และอาจทำให้เราเจ็บป่วยหรือเป็นโรคบางอย่างได้ ขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และระยะเวลาที่ได้รับเข้าไป ทั้งนี้การตรวจวัดจะใช้เทคโนโลยีการตรวจที่เรียกว่า Inductively Coupled Plasma-Mass Spectrometry หรือ ICP-MS ซึ่งสามารถตรวจวัดปริมาณโลหะหนักชนิดต่างๆ ได้พร้อมกันทั้ง 9 ชนิด ภายใต้การตรวจวิเคราะห์เพียง 1 ครั้ง ซึ่งทำให้ได้ผลการตรวจที่รวดเร็ว และใช้ตัวอย่างสำหรับการวิเคราะห์น้อย ซึ่งจุดเด่นของเครื่องมือดังกล่าว คือ ให้ผลการวิเคราะห์ที่มี่ความน่าเชื่อถือสูง “การตรวจวัดปริมาณโลหะหนักในร่างกายมีจุดประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยงว่าเรามีโลหะหนักชนิดนั้นๆ อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการวางแผนการดูแลสุขภาพระยะยาวได้ ถ้าเราอยากทราบปริมาณโลหะหนักในร่างกายสามารถเจาะเลือดหรือเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการพิเศษได้”

โลหะหนัก อันตรายต่อชีวิตอย่างไร ?

ร่างกายรับสารพิษสะสม

โลหะหนักมาจากไหนบ้าง ?